Fake it till you make it

สืบเนื่องจากบทความที่แล้ว We are what we see ที่พูดเรื่อง self-fulfilling prophecy ที่ว่า คำทำนายมีผลทำให้คำทำนายนั้นเป็นจริง (ถ้าติดตามกันมาเรื่อยๆ จะรู้ว่า ผม “สืบเนื่อง” มาสองทีละ)   คราวนี้ผมจะชวนมาดูกันว่า เราจะใช้แนวคิดทางจิตวิทยานี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร ดังนั้นผมขอ อธิบายด้วยภาพนี้ครับ Source and credit: https://www.psychologytoday.com/blog/psychology-writers/201210/using-self-fulfilling-prophecies-your-advantage ใครที่ดูภาพแล้วเข้าใจเลย ก็ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้ครับ #พบกันใหม่ บทความถัดไปเลยครับ #สำหรับวันนี้ ราตรีสวัสดิ์ แต่ถ้าอยากได้คำอธิบาย ตามมาเลยครับ ตามภาพจะเห็นว่ามันเป็น วงจรครับ แต่มันจะเป็น วงจรมงคล หรือ วงจรอุบาทว์ นั้น เราเลือกได้ครับ ดูตามสมการแปลไทยด้านล่างเลยครับ ความเชื่อเกี่ยวกับตัวเรา ส่งผลถึงการกระทำของเราต่อบุคคลอื่น ซึ่งการกระทำของเราต่อบุคคลอื่นนั้นจะส่งผลถึงความเชื่อที่บุคคลอื่นมีต่อตัวเรา และความเชื่อที่บุคคลอื่นมีต่อตัวเราจะถูกแสดงออกมาเป็นการกระทำที่เค้าทำกับเรา การกระทำที่บุคลอื่นทำกับเรานั้นจะตอกย้ำความเชื่อที่เรามีเกี่ยวกับตัวเรา และ ความเชื่อเกี่ยวกับตัวเรา ก็จะส่งผลถึงการกระทำของเราต่อบุคคลอื่น (นี่ก็คือข้อ 1. นั่นเอง อย่างนี้เป็นลูป #วนไปๆ) ยกตัวอย่างเช่น เราคิดว่าเราเป็นคนสุภาพ –> เราจึงปฎิบัติต่อคนอื่นอย่างสุภาพ เราปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างสุภาพ…

เราจะเป็นอย่างที่เราคิดว่าเราจะเป็น

สืบเนื่องจากบทความที่แล้ว เรื่อง Paradox of Thrift ที่ว่า พอเศรษฐกิจแย่ มัน make sense ที่เราจะต้องอดออม จะเห็นว่า Economic Regression leads to less spending, less investment, and more saving. ในที่นี้ Regression (ภาวะเศรษฐกิจถดถอย) เป็นเหตุ และ saving (การประหยัดอดออม) เป็นผลของมัน แต่สำหรับ บทความนี้ ผมจะบอกว่า แล้วถ้าเศรษฐกิจยังดีอยู่ แต่ประชาชน เริ่มเกิดความกลัวว่ามันจะแย่ล่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้น คือผมจะบอกว่า เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นตลอดเวลาครับ “We are what we see” หรือ “เราจะเป็นอย่างที่เราคิดว่าเราจะเป็น” ถ้าประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจจะแย่ แน่นอน เค้าจะเริ่มประหยัดอดออม และ แน่นอนเช่นกัน มันนำไปสู่การที่เศรษฐกิจจะแย่ลงจริงๆในที่สุด ที่พูดมาคือเรื่องเชิงเศรษฐศาสตร์ครับ มันเป็นกลไกของมัน แต่ผมจะบอกว่า…

ความขัดแย้งอยู่ในตัวของการประหยัดอดออม

ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ร้อนแรงถึงขีดสุด แต่เราก็ยังได้ยินคนบ่นว่า “ช่วงนี้เศรฐกิจไม่ดี การค้าธุรกิจยอดขายตกต่ำ ประชาชนฝืดเคือง” ผมได้ยินประโยคนี้ตลอดๆในช่วงนี้ ทั้งจากกูรูธุรกิจ และ ผู้ประกอบการ ซึ่งก็คงไม่มีใครปฎิเสธได้ เพราะมันเป็นความจริงที่เรากำลังเผชิญอยู่ พอนึกถึงเรื่องนี้ ทำให้ผมอยากเอาความรู้เก่าเก็บตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มาเล่าให้เพื่อนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ฟัง อันดับแรก ผมต้องบอกก่อนว่า ช่วงเรียนปริญญาตรีนั้นผมค่อนข้าง hippie กลางวันนอน บ่ายตื่น เย็นไปคณะเพื่อพบปะเพื่อนที่เพิ่งเรียนเสร็จลงมาจากห้องเรียน เพื่อที่จะไปกินข้าวเย็นกัน และเที่ยวต่อในยามค่ำคืน ดังนั้น ผมต้องออกตัวก่อนว่า ความรู้เศรษฐศาสตร์ผม หางอึ่งและผิวเผินมาก สำหรับเพื่อนฝูงที่เรียนเสดสาดด้วยกันมาโดยเฉพาะเพื่อนหัวกะทิที่ตั้งใจเรียน ถ้าผมเขียนผิดพลาดประการใด หรือคุณมีความเห็นเพิ่มเติมอย่างไร ช่วยแก้ไขให้ผมด้วยในกล่องคอมเมนท์ได้เลยนะครับ ผมจะยินดีอย่างยิ่ง เอ้า เกริ่น นานมาก สรุปจะพูดเรื่องอะไร แต่นแต๊น วันนี้ ขอเสนอเรื่อง Paradox of Thrift หรือ Paradox of Saving แปลไทยว่า ความขัดแย้งอยู่ในตัวของการประหยัดอดออม ทฤษฎีนี้ ถูกคิดค้น โดย John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์และปรัชญาชาวอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยหลักๆ ทฤษฎีกล่าว…